วันนี้คุณกด Like แล้วหรือยัง
เมื่อเช้ามีหมายเรียกลูกชายมาจากตำรวจเศรษฐกิจที่กรุงเทพ เกี่ยวกับการแจ้งละเมิดลิขสิทธิ์ เนื้อความบอกว่ามีไว้เพื่อทำการค้า
แต่เจ้าลูกชายผมเขาบอกว่าเขาโหลดมาจากอีกที่หนึ่งแล้วก็ปล่อยไฟล์ตามเว็บบอร์ด โดยไม่มีกำไรอะไรเลยจากไฟล์เหล่านั้น จริงอยู่ที่ไฟล์โฮสต์นั้นจะให้เงินแต่เขาก็ไม่ได้เป็นสมาชิก เพียงแต่ว่าเขาไม่รู้จะเอาไฟล์ไปฝากที่ไหน ก็เลยไปยังพวกโฮสต์ที่อัพโหลดฟรีครับ ผมเค้นเขาเยอะมาก ได้รายละเอียดมาดังนี้ครับ
สรุปได้ประมาณนี้ครับ
- ในหมายเรียกบอกว่าเพื่อการค้า แต่ความจริงแล้วไม่ได้เป็นอย่างนั้น
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
มาตรา 31 ผู้ใดรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานใดได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น กระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่งานนั้นเพื่อหากำไร ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ ถ้าได้กระทำดังต่อไปนี้
(1) ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขาย ให้เช่า เสนอให้เช่า ให้เช่าซื้อ หรือเสนอให้เช่าซื้อ(2) เผยแพร่ต่อสาธารณชน
(3) แจกจ่ายในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของลิขสิทธิ์
(4) นำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักร
-------------------------
มาตรา 70 ผู้ใดกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรา 31 ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท
ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นการกระทำเพื่อการค้า ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงสองปี หรือปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงสี่แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ---------------------------
๑.ในชั้นพนักงานสอบสวน ต้องกำหนดวงเงินประกันไม่เกินสามในสี่ของวงเงินประกันที่ศาลกำหนดโดยอาศัยอำนาจตามข้อบังคับของประธานศาลฏีกา ดังนั้น
การกำหนดวงเงินประกันในชั้นสอบสวนให้พิจารณาดังนี้
๑.๒.คดีความผิดที่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจซึ่งมีอัตราโทษปรับสูง ไม่ว่าจะมีโทษจำคุกด้วยหรือไม่ก็ตาม จะปล่อยชั่วคราวโดยมีประกันหรือหลักประกันก็ได้ แต่
ไม่ควรกำหนดวงเงินให้เกินสามในแปดของอัตราโทษปรับขั้นสูงสำหรับความผิดนั้น และ
ไม่ว่ากรณีใดต้องไม่กำหนดวงเงินประกันหรือหลักประกันให้สูงเกินอัตราโทษปรับขั้นสูง๑.๕.คดีที่มีหลายข้อหา ไม่ว่าจะเป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทหรือความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ถือข้อหาที่มีอัตราโทษหนักที่สุดเป็นเกณฑ์ในการกำหนดวงเงินประกัน
*****************************************************************************************
ที่ผมยกมานั้น เป็นตัวบทที่เจ้าหน้าที่ จะต้องใช้เป็นหลักในการพิจารณา
"เนื้อความบอกว่ามีไว้เพื่อทำการค้า"
กรณีท่านก็จะเข้ากับ มาตรา 31 วรรคหนึ่งเป็นการกระทำเพื่อการค้า ปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงสี่แสนบาท
ไม่ควรกำหนดวงเงินให้เกินสามในแปดของอัตราโทษปรับขั้นสูง = 150000
ไม่ว่ากรณีใดต้องไม่กำหนดวงเงินประกันหรือหลักประกันให้สูงเกินอัตราโทษปรับขั้นสูง = 400000
ตามตัวบทแล้ว พนักงานสอบสวนจะเป็นผู้พิจารณา โดยเพดานเคสท่านก็อยู่ที่ 400000
แต่ตัวเลขกลมๆที่คาดว่าท่านน่าจะได้พบก็ประมาณ 200000 (ความคิดเห็นส่วนตัวล้วนๆครับ แต่ได้มาจากประสบการจริง) ตรงนี้จะเป็นจุดหลักที่จะใช้ต่อรองจากท่าน ว่าให้เจรจากับผู้เสียหาย จะได้จบๆ ไม่ต้องเสียเวลาขึ้นศาล เสียเงินประกันตัว
แต่ถ้าท่านประกันตัวออกมาโดยบอกว่าจะสู้คดี ก็ไม่เป็นไรครับ โดยหลังจากประกันตัวกลับมาแล้ว ขึ้นอยู่กับท่าทีของท่านว่าแสดงออกไปอย่างไร สิ่งที่คาดว่าจะได้พบก็...
เช่น
- มีแนวโน้มว่าจะยอมความ ก็อาจจะมีแค่โทรศัพท์มาเจรจา เพื่อเร่งเร้า
- สับสน ไม่แน่ใจตัวเอง ท่านก็อาจจะโดนเรียกตัวไปสอบสวนเพิ่มอีกหลายรอบ เพื่อเพิ่มความกดดัน
- กระด้างกระเดื่อง อาจมีหมายเรียกเพิ่มมาอีกหลายคดี [หมายที่ดูเหมือนจะจริง]
ถ้ายังไม่มีการจ่ายค่ายอมความ พอใกล้ครบ 6 เดือน ท่านก็น่าจะได้รับการนัดตัวไปส่งฟ้อง โดยบอกว่าเตรียมค่าปรับไปด้วย [เลข 5 หลัก]
เรื่องราวก็น่าจะประมาณนี้ล่ะครับ
แต่จากความเป็นจริงที่เกิดขึ้น
1- ไม่มีพนักงานสอบสวนดีๆ(ถ้ายังมีดีๆเหลือนะครับ) ที่ไหนรับแจ้งความคดีท่านหรอกครับ ในข้อกล่าวหานี้ เพราะจากที่ตามไปดูสิ่งที่ท่านทำมา ยังไงมันก็ไม่มีตรงไหนเข้าข่าย มาตรา 31 วรรคหนึ่ง แต่ที่เค้าต้องแจ้งท่านอย่างนั้น ก็เพราะเป็นจุดเดียวที่โทษปรับสูงถึง สี่แสนบาท วรรคอื่นโทษปรับสูงสุด หนึ่งแสนบาท
2- เรื่อง E-Book ที่ท่านทำนั้นปัจจุบันยังมีความคลุมเคลืออยู่มากในเรื่องตัวกฎหมายว่าใครคือผู้เสียผลประโยชน์กันแน่ แต่อย่างไรเสีย ผมว่าท่านไม่ควรจะทำในส่วนที่เป็นผลงานนักเขียนไทย [เป็นความเห็นส่วนตัวนะครับ เพราะจริงๆแล้ว ก็ไม่ควรจะทำทั้งหมด]
3- ท่านยังไม่มีลูกชาย แต่เรื่องทั้งหมดนั้นเกิดกับตัวท่านเอง
ต้องขออภัยที่ละลาบละล้วงตามไปดูเรื่องราวจริงๆของท่านด้วยนะครับ แต่ผมเชื่อในเหตุผลที่ต้องกล่าวอ้างเช่นนั้น และเชื่อในความบริสุทธิ์ใจทั้งหมดของท่านนะครับ