
เมื่อวันก่อนทางคอมพ์เกมเมอร์ได้เข้าร่วมการสัมนาเกี่ยวกับการส่งเสริมความรู้ด้านกฎหมายแก่ผู้ประกอบกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ไม่รู้ว่าจัดขึ้นเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้ว แต่เหมือนว่าจะมีการสัมนาเรื่องทำนองนี้ไปไม่รู้กี่ครั้ง ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ ก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลย แม้สักนิด…
การสัมนาครั้งนี้แน่นอนว่ากลุ่มเป้าหมายจะเป็นบรรดาพวกร้านเกมและอินเตอร์เน็ต, ร้านคาราโอเกะ, โรงภาพยนตร์ และร้านขาย จำหน่ายภาพยนตร์ ของใกล้ตัวเราๆ ท่านๆ กันทั้งนั้น อย่าเถียงว่าไม่เคยเสพสุขกับรายชื่อที่เอ่ยมาทั้งหมด อมพระมาพูดก็ไม่เชื่อ เพราะฉะนั้นมันก็เลยเป็นเรื่องใกล้ตัวของเราไปโดยปริยาย โดยเฉพาะเรื่องเกมที่เล่นกันอยู่จนติดกันงอมแงมติดจนทำให้ผมมาทำงานเกี่ยวกับเกมได้ก็แล้วกัน
จากผลที่ออกมาสรุปแบบเร่งด่วนคือ
• เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี จันทร์ – ศุกร์ เข้าใช้บริการได้ 14.00 น. – 20.00 น. ในช่วงวันหยุดหรือปิดเทอมใช้ได้เวลา 10.00 น. – 20.00 น.
• เด็กที่มีอายุึ 15 แต่ไม่ถึง 18 ปี จันทร์ – ศุกร์ เข้าใช้บริการได้ 14.00 น. – 22.00 น. ในช่วงวันหยุดหรือปิดเทอมใช้ได้เวลา 10.00 น. – 22. 00 น.

จากผลบังคับข้างต้นทางกระทรวงวัฒนธรรมเองก็เลยเชิญผู้ประกอบการตามรายชื่อด้านบนมาสุมหัวปรึกษาหารือหรือแกมบังคับว่าต้องให้ความร่วมมือ ซึ่งในฐานะที่ผมเองก็เป็นสื่อเกมโดยตรงก็เห็นด้วยในบางประเด็น นั่นคือเข้าได้ตั้งแต่โรงเรียนเลิกไปจนถึงหัวค่ำ ซึ่งความต่างอยู่ที่อายุ 15 กับ 18 ต่างกัน 2 ชั่วโมง พูดตรงๆ นะครับ เด็กที่อายุ 15 กับ 18 ผมว่ายังไม่ต่างกันเท่าไหร่ เพราะอย่างน้อยก็ยังอยู่ในระดับการศึกษาเดียวกัน มีหน้าที่เหมือนกันคือเรียน ทำการบ้าน ลอกการบ้าน โดดเรียนบ้างพอหอมบากหอมคอ แอบกินขนมจีบข้างรั้ว และอีกเพียบที่ยังต้องใช้ชีวิตกันในวัยเรียน หากจะเปรียบก็คือเด็ก ม.3 กับ ม.6 มันใช้ชีวิตต่างกันตรงไหน ทำไมต้องมีความต่างถึง 2 ชม. น่าจะกำหนดเวลาเดียวไปเลยว่าเด็กต่ำกว่า 18 ปีจะใช้สิทธิ์ในร้านเกมได้ถึงตอนไหนไม่ดีกว่าเหรอครับ จะให้ดีสอดคล้องกับนโยบายห้ามเด็กต่ำกว่า 18 ปี ออกนอกบ้านหลัง 4 ทุ่ม แบบนี้พวกเลิกเล่นเกม 4 ทุ่มแล้วจะกลับบ้านยังไง ก็เล่นกันยันสว่างเลยดีกว่ามั้ย

แต่ก็นานาจิตตังครับ!!!
หลายคนหลากความคิด อยู่ที่ใครจะคิดยังไง และนี่ก็เป็นวิธีที่ทางรัฐบาลใช้แก้ปัญหาเด็กติดเกม ซึ่งแน่นอนว่ามีผลกระทบต่อรายได้ของผู้ประกอบการ จริงๆ แล้วผมว่าทั้งหมดทั้งปวงมันอยู่ที่ตัวผู้เล่นเองมากกว่า ว่าจะเล่นยังไง เอาเป็นเอาตายหรือแค่ขำๆ ซึ่งมีผู้ประกอบการบางรายให้ความคิดเห็นที่ดีและน่าคิดเช่นกันคือ มีผู้ปกครองบางท่านนำลูกมาฝากไว้ที่ร้านเกมตั้งแต่เช้า มารับอีกทีก็ค่ำมืด ส่วนตัวเองก็ไปทำงาน ไปธุระส่วนตัวตามประสา แล้วทิ้งลูกไว้ที่ร้านเกม พอเกิดอะไรขึ้นก็โทษร้านเกม โทษโน่นนี่นั่นไปเรื่อย แต่ไม่เคยมองดูตัวเอง ส่วนผู้ประกอบการบางรายก็ไม่สนใจ เอาเงินลูกเดียว ย้ำนะครับแค่ส่วนน้อย เพราะส่วนมากแล้วทางร้านเขาจะสนองนโยบายรัฐ ฝ่าฝืนไปโดนปรับโดนจับมันจะได้ไม่คุ้มเสีย ส่วนใหญ่จึงอยากให้เจาะจงเป็นรายๆ ไป อย่าเอาเวลามาเป็นตัวกำหนด โดยใช้ความรับผิดชอบของร้านเกมเป็นหลัก แบบนี้ร้านไหนดีร้านไหนไม่ดีก็ให้รู้กันไปเลย
ปัญหาตอนนี้คือยังแก้ไม่ตรงจุด ไปดักปัญหาที่ปลายเหตุ แต่ต้นเหตุกับถูกมองข้าม หากผู้ปกครองดูแลเด็กในสังกัดดี มีการชี้แนะ มีการแนะนำ มีการตักเตือนแต่ไม่ปิดกั้น ผมว่าเด็กคงจะเข้าใจและปฏิบัติตามอย่างไม่ยากเย็นนัก มันก็เหมือนกับคำที่เขากล่าวกันว่า ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ
จนแล้วจนรอดก็ต้องรอต่อไปว่าจะเอาอย่างไร เกี่ยวกับการใช้มาตราการเล่นเกมเป็นเวลา เห็นว่าจะเอาความคิดเห็นของผู้ประกอบการไปประยุกค์กับระเบียบที่วางไว้ ยังไงก็ต้องรอติดตามกันต่อไปนะจ๊ะ
