ผมเป็นอีกรายที่โดนหลอกจับลิขสิทธิ์เพลง MP๓ ครับ โดย
นายวิเชียร รอมณี ที่อ้างว่ามาจาก บริษัท บริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา จำกัด และไม่ทราบว่าเป็นลิขสิทธิ์ที่แท้จริงหรือไม่
โดยในวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๓ วันพฤหัสบดี ผมอยู่ร้านคนเดียวครับ มีผู้หญิงสองคนเข้ามาติดต่อทำทีจะซื้อคอมพิวเตอร์ และสอบถามเกี่ยวกับการประกอบคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ให้ลูกสาว และทำเป็นไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เลย ถามโน่นนี่วุ่นวายไปหมด ปิดท้ายด้วยการขอซื้ออุปกรณ์พวกแฟรสไดรไปก่อน ๒ GB ในราคา ๓๔๐ บาท แล้วหาทางหลอกลวงทุกวิธีที่จะให้มีการบันทึกเพลงลงในแฟรสไดรให้ได้ ผมได้ปฏิเสธไปว่า ลงไม่ได้ เพราะเพลงมันมีลิขสิทธิ์ ลงได้แต่ต้องเป็นเพลงใต้ดินที่ไม่มีลิขสิทธิ์ประมาณนั้น

ผมก็นำแฟรสไดรมาลงเพลงที่ว่า เป็นเพลงใต้ดิน หน้าม้าก็มายืนดูที่หน้าจอด้วยทำทีสอบถามต่างๆ เกี่ยวกับวิธีการคัดลอกเพลงว่าทำอย่างไร อยากได้เพลงของคาราบาวเก่าๆ ลองทำให้ดูหน่อย ผมก็อธิบายไปด้วยพร้อมเผลอคัดลอกเพลงของคาราบาวลงไปด้วยประมาณ ๒๐ เพลง แบบไม่ได้ดูด้วยว่าเป็นเพลงอะไรบ้าง และไม่ได้คิดเงินเพิ่มหรือค่าบริการแต่อย่างใด
จากนั้น ประมาณ ๕ วัน ก็มีหมายเรียกผมให้ไปพบร้อยเวรในวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๕๓ ครั้งที่ ๑ เวลา ๑๐.๐๐ น. ผมก็ไปตามนั้น แต่ก็ไม่พบร้อยเวร ผู้ช่วยหน้าห้องจึงประสารให้และบอกว่าให้มาบ่ายสองค่อยเข้ามา อีกครั้ง ผมก็ไปพบร้อยเวรตามนั้นซึ่งร้อยเวรอยู่ในอาการเมาสุรา แต่เจ้าทุกข์ไม่มาด้วย ผมก็คุยกับร้อยเวรในห้องสอบสวนปกติ นานพอสมควร และผมก็บอกไปว่าถ้าเขาจะแจ้งผมจริงๆ ก็ให้ทำสำนวนส่งอัยการไปเลย ไปสู่กันที่ศาล แล้วผมก็กลับบ้าน

ผ่านไปอีกหลายวันหมายเรียกครั้งที่ ๒ ก็มาอีก เมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๓ ครั้งที่ ๒ นัดผมตอน ๑๐.๐๐ น. ผมไปสิบโมงตรงก็ไม่เจอ สิบเอ็ดโมงก็ไม่เจอ ผมก็เลยฝากเบอร์ไว้กับผู้ช่วยที่อยู่หน้าห้องร้อยเวร ถ้าร้อยเวรมาแล้วให้โทรเรียกผมได้เลยผมจะมาพบ ประมาณ ๖ โมงเย็น ผู้ช่วยที่อยู่หน้าห้องก็มาเรียกผมที่ร้านเลยด้วยอาการเมาสุรา แจ้งให้ผมไปพบร้อยเวร อยู่หน้าบ้านพักหลังโรงพักกำลังนั่งล้อมวงดื่มสุรากันอยู่ มีตำรวจอยู่ ๕ คน ก็คุยเรื่องคดีให้ฟัง และร้อยเวรได้เสนอให้ผมโทรคุยกับเจ้าทุกข์แล้วยอมจ่ายเพื่อให้เขายอมความให้ แต่ไม่ได้พูดว่าเป็นเงินเท่าไร่ ผมบอกแต่เพียงว่าขอให้ส่งสำนวนไปที่ศาลเลย ร้อยเวรบอกผมว่าถ้าจะเข้าขบวนการก็ต้องพิมพ์ลายนิ้วมือ เซ็นต์ชื่อให้การปฏิเสธ ทุกกรณีก่อน แล้วบอกให้ผมมาใหม่พรุ่งนี้ เวลา ๑๐.๐๐ น.

เช้าอีกวันผมก็ไปตามนัด แต่ไม่พบอยู่ที่ห้องร้อยเวร มีตำรวจบอกผมให้ไปหาที่บ้านพักเลย ผมก็เลยไปตามนั้น พบร้อยเวร และผู้ช่วยคนเดิมกะลังนั่งกินเบียร์กันอยู่สองคน และผมก็เข้าไปคุยกับร้อยเวรในบ้านพัก โดยมีผู้ช่วยอีกคนคอยถ่ายรูปผมอยู่เป็นระยะๆ และผมก็ยืนยันว่าจะสู้ในชั้นศาล เนื่องจากโจทย์ส่งหน้าม้ามากระทำการล่อลวงให้เกิดการกระทำความผิด จึงไม่อยู่ในฐานะผู้เสียหายโดยนิตินัย ไม่สามารถฟ้องร้องบังคับคดีได้

จากนั้นก็ย้ายมาที่ห้องสอบสวน และร้อยเวรก็ได้อ่านข้อกล่าวหาให้ผมฟังตามที่โจทย์แจ้งความไว้ ผมก็บอกไปว่าผมปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ขอไปให้การในชั้นศาลแทน แล้วก็ทำทีจะพิมพ์ลายนิ้วมือผม ผมก็บอกว่า ผมไม่พิมพ์ ไม่เซ็นชื่ออะไรทั้งนั้นจนกว่าจะให้ทนายผมอ่านก่อนแล้วเค้าบอกให้ผมเซ็นชื่อผมจึงจะเซ็นชื่อ เค้าก็บอกว่าให้ไปถามทนายได้เลยว่า ถ้าจะเข้าขบวนการก็ต้องเซ็นชื่อ และพิมพ์ลายนิ้วมือด้วย และบอกให้ผมถ่ายสำเนาบัตรประจำตัวชาชนมาให้ด้วย และผมก็กลับมาที่บ้าน
และในเช้าวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๓ ก็มีหมายเรียกมาอีกฉบับ เป็นครั้งที่ ๒ โดยที่ไม่มีครั้งที่ ๑ เลย โดยมีเจ้าทุกเป็นเจ้าเดียวกันคือ บริษัท บริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา จำกัด แต่เป็นคนละข้อกล่าวหา ซึ่งได้กล่าวหาว่า ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นฯ คราวนี้ผมถึงกับงง คิดแต่เพียงว่าคงจะถูกยัดข้อหาเข้าให้แล้ว ทั้งๆ ที่ผมไม่เคยเห็นรูปร่างหน้าตาคนเหล่านี้เลย เห็นก็แต่เพียงผู้หญิงสองคนที่เป็นหน้าม้าเท่านั้น จะไปเอาพวกมาทำร้ายเค้าตอนไหน ซึ่งผมมองแล้วเห็นว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของเจ้าหน้าที่อย่างชัดเจน