กฎหมายใหม่ ! เครื่องสำอางทุกชนิดต้องจดแจ้งกับภาครัฐก่อนขาย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบติดตามความปลอดภัยให้ผู้บริโภคมากขึ้น
ประกาศ สธ. ฉบับใหม่กำหนดให้เครื่องสำอางทุกชนิดเป็นเครื่องสำอางควบคุม ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าต้องมาจดแจ้งที่อย. หรือ สสจ. ก่อนนำมาขาย เป็นฐานข้อมูลให้การกำกับดูแลของภาครัฐทำได้อย่างครอบคลุม ทั่วถึง
ผู้บริโภคได้ใช้เครื่องสำอางคอย่างปลอดภัย
กฏหมายใหม่! เครื่องสำอางทุกชนิดต้องจดแจ้งกับภาครัฐก่อนขาย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบติดตามความปลอดภัยให้ผู้บริโภคมากขึ้น
ภญ. วีรวรรณ แตงแก้ว รองเลขาธการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขไดลงนามในประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับใหม่ จำนวน 2 ฉบับ เรื่อง การกำหนดเครื่องสำอางค์ควบคุม และการยกเลิกการกำหนดเครื่องสำอางควบคุมพิเศษ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 8 กรกฏาคม 2551 ที่ผ่านมา ซึ่งประกาศกระทรวงสาธารณสุขทั้ง 2 ฉบับนี้ จะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาสในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป โดยขณะนี้ อย. อยู่ระหว่างการส่งประกาศฯ ดังกล่าวไปลงในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งตามประกาศฯ ฉบับใหม่นี้ได้กำหนดให้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางทุกชนิดเป็นเครื่องสำอางควบคุม ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าต้องมาจดแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ อย. หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดให้เรียบร้อยก่อนการผลิตหรือนำเข้า สำหรับเครื่องสำอางควบคุมพิเศษที่ได้รับขึ้นทะเบียนก่อนวันที่ประกาศฯ นี้ใช้บังคับให้ถือว่าเป็นเครื่องสำอางควบคุมที่ได้รับการจดแจ้งแล้ว ส่วนเครื่องสำอางควบคุมที่ได้จดแจ้งก่อนวันที่ประกาศฯ นี้ใช้บังคับถือว่าสอดคล้องกับกฏหมายใหม่อยู่แล้ว ที่สำคัญ ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าเครื่องสำอางที่มิใช่เครื่องสำอางควบคุมพิเศษและเครื่องสำอางควบคุม หรือที่เรียกกันว่าเครื่องสำอางทั่วไป ที่มีการผลิตหรือนำเข้าก่อนวันที่ประกาศฯ นี้ใช้บังคับ และประสงค์จะดำเนินธุรกิจเครื่องสำอางต่อไป จะต้องมาจดแจ้งภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2553
ทั้งนี้ การที่ต้องมีการออกประกาศฯ ฉบับดังกล่าว เนื่องมาจากการที่ อย.ได้ติดตามเฝ้าระวังความปลอดภัยของเครื่องสำอางหลังออกจากสู่ตลาด พบว่า กลุ่มเครื่องสำอางทั่วไป เช่น "สบู่ก้อน" แป้งทาหน้า "ครีมบำรุงผิว" แม้จะใช้ส่วนผสมที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่การที่กฏหมายไม่ได้กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องมาขึ้นทะเบียนหรือจดแจ้งอย. ก่อนการผลิตหรือนำเข้า ทำให้มักพบปัญหาบ่อยครั้งว่าก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค เช่น มีการลักลอบผสมสารห้ามใช้ ได้แก่ สารประกอบของปรอท ไฮโดรควิโนน หรือกรดเรทิโนอิกในผลิตภัณฑ์ทาสิว ฝ้า ทำให้หน้าขาว รวมทั้งตรวจพบว่าผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติทางจุลชีววิทยาไม่เป็นไปตามที่กฏหมายกำหนด ฉลากแจ้งแหล่งผลิตปลอม ทำให้เจ้าที่ติดตามตรวจสอบแหล่งผลิตเครื่องสำอางผิดกฏหมายเหล่านี้ด้วยความยากลำบาก ประกอบกับในปี 2546 ประเทศไทยได้ร่วมลงนามในข้อตกลงที่จะปรับกฏระเบียบให้สอดคล้องกันในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งในกฏระเบียบของเครื่องสำอางอาเซียนได้กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางค์ที่จะวางจำหน่ายต่อหน่วยงานรัฐก่อนผลิตหรือนำเข้า คณะกรรมการเครื่องสำอางเห็นว่ามาตรการนี้เป็นประโยชน์ต่อการกำกับดูแลเครื่องสำอางในประเทศไทย จึงให้มีการออกประกาศฯดังกล่าว
ภญ.วีรวรรณ แตงแก้ว รองเลขาธิการฯ กล่าวในตอนท้ายว่า การกำหนดให้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางทุกประเภทต้องมาจดแจ้งก่อนการผลิตหรือนำเข้านี้มีประโยชน์อย่างยิ่งกับการดูแลความปลอดภัยให้กับผู้บริโภค เนื่องจากภาครัฐจะมีข้อมูลว่าเครื่องสำอางที่วางจำหน่ายแต่ละรายการ ผู้ใดเป็นผู้ผลิตหรือนำเข้า แต่ละผลิตภัณฑ์มีสารใดเป็นส่วนผสม ทำให้การติดตามกำกับดูแลทำได้อย่างครอบคลุม ทั่วถึง และผลที่สุดจะตกอยู่กับผู้บริโภคที่จะได้รับความปลอดภัยจากการใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง
อ้างอิง
กองพัฒนาศักยภาพผู้บริโภค
21 สิงหาคม 2551
ข่าวแจก 84/ ปีงบประมาณ 2551
ข่าวเพื่อสื่อมวลชน
ฝ่ายประชาสัมพันธ์ กลุ่มสารนิเทศและงานร้องเรียน
กองพัฒนาศักยภาพผู้บริโภค สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
กระทรวงสาธารณสุข ถ.ติวานนท์ อ.เมือง จ.นนทุบรี 11000
โทร 025907123 , 7117 โทรสาร 025918474